”หมัดผีพราย” ปราบธรณี เมืองสุรินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระผลักดันกฎหมายมวย

หมัดผีพราย

ผู้ที่ปิดทองหลังพระ มาถึงกำปั้นรายสุดท้ายนักกีฬาเกียรติยศ ฮอล ออฟ เฟมครั้งที่ 10 “หมัดผีพราย” ปราบธรณี เมืองสุรินทร์ อดีตยอด มวยไทย ชื่อดังในเมื่อ 50 ปีก่อนถ้าเอ่ยชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก

เนื่องจากเป็นหนึ่งในยอดมวยไทยที่มีกำปั้นหนักหน่วงเป็นอาวุธเด็ดแม้ว่าจะไม่มีตำแหน่งแชมป์ประดับบารมีใดๆก็ตาม ว่าเมื่อครั้งอยู่บนสังเวียนผืนผ้าใบนั้น ปราบบรรดาแชมป์ของสองเวทีมาตรฐาน ราชดำเนิน กับ ลุมพีนีมาโดยตลอด ที่สำคัญที่สุดเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลักดัน พ.ร.บ.มวย เมื่อครั้งเป็นผู้แทนราษฎรทำให้นักชกรุ่นหลังได้รับการปลดแอกได้รับการดูแลสิทธิประโยชน์ในเรื่องเงินทองมากกว่ายุคก่อนมากขี้น

สำหรับ “หมัดผีพราย” ปราบธรณี เมืองสุรินทร์ เกิดเมื่อ วันที่ 11 ธ.ค. พ.ศ. 2482 ที่จังหวัดสุรินทร์มี ชื่อจริงว่า
“พูนสวัสดิ์ มูลศาสตรสาทร” ปัจจุบันอายุ 76 ปี เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนบุตรทั้งหมด 9 คน ของขุนมูลศาสตร์สาทร (พงษ์ มูลศาสตรสาทร) กับนางผกา มูลศาสตรสาทร เป็นน้องชายแท้ๆ ของนายพิศาล มูลศาสตรสาทร อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการในหลายกระทรวง

เริ่มชื่นชอบกีฬาการต่อสู้โดยเฉพาะมวยไทยตามพี่ชาย พิศาล มูลศาตร์สาทร เริ่มชกอยู่แถวอีสานใต้ ตั้งแต่อายุ 17 ปี เมื่อปี 2500 จนกระปี 2501 ได้เข้ามาเรียนหนังสือต่อในกรุงเทพมหานคร พร้อมกับชกมวยไปด้วยในชื่อว่า “ปราบธรณี เทิดเกียรติพิทักษ์” ครั้งหนึ่งได้รับการติดต่อให้ไปชกในงานประจำปีวัดหลวงพ่ออี๋ที่สัตหีบกับแชมป์กองทัพเรือ ก็มีปางพิสดารขึ้นอีกเพียงเริ่มประหมัดกันยกแรก ชกไปแค่ 3 หมัด โดยเฉพาะหมัดขวาสุดท้ายส่งให้ร่วงลงไปเอาชนะน็อกได้อย่างง่ายดาย จนชื่อเสียงโด่งดังหลังจากที่ นสพ.เสียงอ่างทองที่มี ป้อม ปรากาฬ เป็นหัวหน้าข่าวกีฬาได้นำไปลงพาดหัวข่าวพร้อมกับตั้งฉายาให้ว่า “หมัดผีพราย”
ไฟต์ที่ประทับใจที่สุดเท่าที่ชกมวยมานั้นเป็นไฟต์ที่ได้เจอ “พระเอกลิเก” ศักดิ์น้อย เจริญเมือง แชมป์รุ่นแบนตั้มเวต กับ เฟเธอร์เวต ของสองเวที ราชดำเนิน กับ ลุมพินี ซึ่งชกกันได้อย่างสูสีคู่คี่ดุเดือดมากก่อนที่จะ ตะบันหมัดขาวส่งให้ ศักดิ์น้อยร่วงลงไปเป็นฝ่ายเอาชนะน็อกไปได้ยกที่ 3 หลังจากผ่านสังเวียนมาอย่างโชกโชนจนถึงจุดอิ่มตัวเนื่องจากเรียนจบ ม.8 แล้วพร้อมกับเข้าทำงานที่องค์การโทรศัพท์ แต่ก็ชกมวยไปด้วยจนอายุได้ 29 ปี จึงได้ตัดสินใจแขวนนวมเนื่องจากว่ากรำศึกมานานหวั่นใจว่าถ้าชกต่อจะเป็นโรคเมาหมัด

พูนสวัสดิ์ ยังได้ฝากเคล็ดลับความสำเร็จในการชกมวยที่ผ่านมาว่า ใจต้องกล้าไม่กลัวเจ็บก่อนขึ้นชกต้องมีความพร้อมขั้นต่ำ 80 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังได้กล่าวถึง มวยไทยในปัจจุบันว่า เปลี่ยนไป ไม่มีแม้ไม้มวยไทยหมัดเท้าเข่าศอก ทำให้เสน่ห์มวยไทยหายไปมีแต่ปล้ำตีถ้าเป็นไปได้อยากให้มีการเน้นแม้ไม้มวยไทยมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกีฬาการต่อสู้ของชาติอื่น